Posted on

เมื่อผิวเตือนคุณ ต้องบำรุงแล้วล่ะ!

ปลดล็อกความจำเจด้วยบริการท่องเที่ยว เลือกบริการที่ LivingClick

อาการ “ผิวแห้ง” เป็นผลมาจากครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ในผิวหนังจะระเหยไปตามธรรมชาติผ่านผิวหนังของเราทุกวันโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดมาจาก

อายุมากขึ้น ฮอร์โมน และต่อมไขมันก็จะทำงานถดถอยลง ทำให้ผิวของเรายิ่งแห้งเร็ว และง่ายขึ้น
นอกจากสภาพอากาศที่หนาว และลมเย็น ที่ทำให้ผิวแห้งแล้ว สภาพอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเราก็มีผลที่ทำให้ผิวแห้งได้เหมือนกัน
การอาบน้ำบ่อยๆ โดยใช้น้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิปกติ ก็มีส่วนทำให้ความชุ่มชื่นในผิวหนังถูกชะล้างไปพร้อมกับการอาบน้ำ ยิ่งบางคนชอบขัดผิว หรือแช่น้ำร้อนบ่อยครั้ง ก็ยิ่งทำให้ผิวแห้ง ชั้นหนังกำพร้าอ่อนแอมากขึ้น ผิวจึงไม่เต่งตึง ขาดความชุ่มชื้น
รู้ได้ยังไงว่าผิวเริ่มส่งสัญญาณเตือน?

– บริเวณผิวหน้า หากส่องกระจกแล้วเห็นว่าผิวดูไม่มีน้ำมีนวล ลอกเป็นขุย ก็ถึงเวลาบำรุงได้แล้วล่ะ

– บริเวณแขนกับขา หากลองใช้เล็บ หรือของใช้ เช่น ปากกา กุญแจ ข่วนที่ผิวแล้วเป็นรอยเส้นสีขาวขึ้นมา แสดงว่าผิวของคุณเริ่มแห้งเต็มที่

– บริเวณขาหนีบ หรือข้อพับต่างๆ หากมีอาการแสบๆ คันๆ แสดงว่า ผิวบริเวณนั้นไม่มีความชุ่มชื้นเพียงพอ จะทำให้ผิวเสียดสีกัน จนเกิดเป็นแผลได้

– บริเวณลำตัว ส่วนมากไม่ค่อยพบปัญหาสักเท่าไหร่ แต่ทางที่ดีก็ควรบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

แล้วจะบำรุงผิวยังไงดีละ?

บำรุงผิวทุกครั้ง หลังอาบน้ำเสร็จ ก่อนนอน และก่อนออกจากบ้าน

หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ใช้โลชั่น หรือออยล์บำรุงผิวทันที เพราะหลังจากเราอาบน้ำเสร็จ ชั้นผิวหนังเก่าๆ จะถูกขัดออกไป ทำให้รูขุมขนสามารถซึบซับสารบำรุงต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น

ไม่ควรลืมบำรุงผิวก่อนนอน ช่วงเวลาที่เราหลับใหลนั้น เป็นช่วงเวลาที่ผิวได้พักผ่อน ซ่อมแซม และบำรุง ถ้าเราทาครีม โลชั่น หรือเซรั่มก่อนนอนแล้ว ครีมพวกนี้ก็จะเข้าไปช่วยเสริม และบำรุงผิวได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับสาวๆ ที่ขี้เกียจบำรุงผิวก่อนออกจากบ้าน เพราะเช้านั้นตื่นสายและเร่งรีบ ให้จำไว้ว่า เพียงแค่ก้าวเท้าออกไปข้างนอก เราจะต้องพบกับมลภาวะต่างๆ มากมายที่จ้องทำร้ายผิว ทั้งรังสียูวีจากแสงแดด ฝุ่น ควันพิษ ฯลฯ ดังนั้น การเสียเวลาบำรุงผิวเพียงไม่กี่นาทีก่อนออกจากบ้าน จะช่วยปกป้องผิวให้สวยได้ยาวนาน ที่สำคัญ! ควรเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของสารกันแดด หรือครีมกันแดด เป็นต้น

ผิวไม่แจ่มเพราะตากแอร์
สาวๆ ที่นั่งเรียนหนังสือ หรือทำงานออฟฟิส อย่ามองข้าม! แอร์เย็นฉ่ำนี่แหละตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ใครที่อยู่ห้องแอร์นานๆ แล้วละก็ อย่าลืมทาโลชั่น บำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี น้ำมันธรรมชาติอย่าง อัลมอนด์ออยล์ หรือโจโจ้บาร์ออยล์ ลูบไล้ให้ทั่วบริเวณแขน ขา และตามข้อพับในส่วนต่าง ๆ ให้ทั่วนะคะ

เปลี่ยนวิธีบำรุงผิวแบบอื่นบ้างเป็นครั้งคราว
วิธีเหล่านี้นานๆ ครั้งทำทีก็ดีเหมือนกัน ไม่ว่าจะไป อบผิว ซาวน์น่า พอกโยเกิร์ต หรือแช่น้ำนม วิธีเหล่านี้อาจดูเสียเงิน และเสียเวลา แต่บางวิธีก็ช่วยบำรุงผิวได้เหมือนกัน เช่น การอบซาวน์น่า จะทำให้ผิวของเราได้ขับเหงื่อออกมา ทำให้ผิวสดชื่น เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย หรือการขัดผิวด้วยเกลือ เพียงเดือนละครั้ง สองครั้งก็พอแล้ว

มาส์กหน้า

ใน 1 อาทิตย์ ควรมาส์กหน้าบ้างอะไรบ้าง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นบนใบหน้า (ถ้าจะมาส์กหน้านอนทิ้งไว้ ควรใช้ overnight mask โดยเฉพาะ)

อย่าลืมลบเครื่องสำอาง และใช้โทนเนอร์ปรับสภาพผิว
สาวๆ ส่วนใหญ่ชอบลืมใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีสูตรออกมามากมาย ทั้งแบบกันน้ำ หรือมีส่วนผสมหลายอย่าง เลยไม่รู้ว่าแค่การล้างหน้าอย่างเดียวจะเอาอยู่หรือเปล่า ดังนั้น ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางก่อนทุกครั้ง หรือบางคนไม่ได้แต่งหน้า ก็อย่าละเลย หลังล้างหน้าเสร็จ ควรใช้โทนเนอร์เช็ดปรับสภาพผิวอีกที เพื่อความสะอาดของผิวหน้าคุณ

ดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ
ดื่มน้ำ 2-3 ลิตรต่อวัน ก็สามารถช่วยดูแลผิวได้ดีทีเดียว ควรปรับนิสัยในเรื่องการดื่มน้ำให้ชิน จากการวิจัยต่างๆ พบว่าน้ำสามารถเข้าไปช่วยเติมเต็ม ซ่อมแซมผิวหนังได้ ความชุ่มชื้นที่ดีจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้ผิวมีสุขภาพดี ก่อนนอนลองดื่มน้ำอุ่นสักแก้วก็ดีเหมือนกันนะ

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาย คือ วิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใส มีสุขภาพดีขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้โดยไม่เสียเงินซักบาท ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อขับของเสียออกจากเหงื่อ และขับสารพิษออกตามผิวหนัง นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังเป็นการนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ยิ่งร่างกายได้รับออกซิเจนมากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้มากขึ้นเท่านั้น การออกกำลังกายจึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดี ทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

This is the heading

Do you know the Elementor image box height? Offering the best image box wordpress plugin.

This is the heading

Offering the Elementor image box with button. We are offering image box carousel elementor

This is the heading

Do you know how to add image box in WordPress website with elementary. Download Elementskit.
Posted on

7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว

7 วิธีออมเงิน ที่จะทำให้คุณรวยไม่รู้ตัว

 

1. แบงค์ 50 ห้ามใช้
ซื้อของแม่ค้าทอนเงินมาเป็นแบงค์ 50 เมื่อไหร่ จงท่องไว้เลยไว้ ห้ามใช้ !! ลองเก็บดูซัก1เดือน แล้วมานับ จะเก็บได้หลายพันอย่างไม่น่าเชื่อเลยแหละค่ะ
2. เก็บเข้ากระปุกออมสินเท่ากับข้าวกลางวันทุกมื้อ
ข้าวกลางวันออกไปทานข้างนอก ใช้เงินไปจำนวนกี่บาท ให้เก็บเงินหยอดกระปุกออมสินกลับไปเท่านั้น ห้ามมีข้ออ้างเก็บน้อยกว่าเด็ดขาด หลายคนอาจจะคิดว่าจำนวนไม่เยอะหรอก แต่ครบเดือนลองมานับดูซิ แล้วคุณจะอึ้ง!!!!!!!!!!!!
3. เก็บแบงค์ใหม่ ใช้แบงค์เก่า
หากเจอแบงค์ใหม่แบบไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน  ให้จัดการเก็บไว้เลย แต่ถ้าเจอแบงค์ใหญ่ๆอย่าง 500 หรือ 1000 เก็บไม่ได้จริงๆ ต้องใช้ ก็เริ่มจากแบงค์เล็กอย่าง แบงค์ 20 หรือ 100 ก่อนก็ได้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการออมเงิน
4.แบ่งเงินใส่ถุง
วิธีนี้หลายคนน่าจะเคยเห็น และมันเป็นวิธีที่ได้ผลจริงๆ !! จะทำให้เรารู้ลิมิตการใช้เงินในแต่ละวัน และวางแผนล่วงหน้า แบบปลายเดือนไม่มีทางช๊อตแน่นอนค่ะ
5. แยกกระปุก
ถ้าเป็นคุณคนชอบเที่ยวแนะนำวิธีนี้เลย มีหลายๆกระปุกแล้วแปะป้ายชื่อ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น เชียงใหม่ ภูเก็ต รับรอง พอถึงเวลาไปเที่ยว เรามีเงินพอ โดยไม่ต้องไปรบกวนเงินเดือนนั้นๆแน่นอนค่ะ
6.เก็บเหรียญ แต่ละวันเหลือเหรียญกี่บาทหยอดออมสินให้หมด 
การเก็บเงินเหรีญอาจต้องใช้กระปุกใหญ่หน่อย เพราะเงินเหรียญที่เหลือใช้ในแต่ละวัน เยอะมากๆ เพียงเดือนเดียวคุณอาจเก็บได้ถึงพันบาทเชียวนะค่ะ
7. หักเศษเงินเดือน
สมมุติได้เงินเดือน 19,700 บาท ลองหัก 700 บาทออกมาเก็บไว้ดูซิ เป็นฤกษ์งามยามดี เริ่มต้นของการเก็บเงินวันแรกของเดือน
วันนี้เราก็มาแนะนำวิธีการเก็บเงินแบบง่ายๆที่ทำได้จริงถึง 7 วิธี !
ส่วนชาวLivingclick คลับ คนไหน มีวิธีการเก็บเงินแบบแปลก ก็มาแชร์กันบ้างนะค่ะ…
ขอบคุณข้อมูลจาก
cosmenet.in.th
ขอบคุณรูปภาพจาก
www.pantip.com

 

Posted on

ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

แอร์บ้านแต่ละชนิดตอบสนองความต้องการใช้งานต่างกัน จึงมีข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านที่ต่างกันด้วย

รู้จักข้อดีข้อเสียของแอร์บ้านแต่ละชนิดก่อนตัดสินใจซื้อกันดีกว่า เพื่อให้ตรงกับความต้องการใช้ เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นฉ่ำ แต่ก็ต้องแลกกับค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน รับรองว่าถ้าเลือกแอร์ถูกต้อง คุณก็ได้ความเย็นแบบประหยัดในระยะยาวไปเลย

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกแอร์คือ ชนิดของแอร์กับขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้

บีทียูคืออะไร เรื่องที่ต้องรู้ก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศ

ตารางขนาด BTU ที่เหมาะสมกับห้องที่จะติดตั้ง เพื่อความคุ้มค่ากับพลังงานและการใช้งานมากที่สุด
ดูบีทียูแอร์ตรงไหน แอร์บ้านดูฉลากเบอร์ 5 แอร์แบบฝังดูที่ Name Plate ป้ายผ่านมาตรฐาน แอร์รุ่นเก่าดูที่ป้ายโลหะมีตอกเลข BTU

บีทียูคืออะไร (BTU – British Thermal Unit) เป็นหน่วยวัดค่าพลังงานความร้อนตามมาตรฐานสากล พูดให้เข้าใจง่าย ๆคือหน่วยวัดค่าความเย็นของแอร์ ยิ่งตัวเลข BTU เยอะก็แสดงว่าแอร์เครื่องนั้นทำความเย็นได้มาก แต่ก็ทำให้แอร์ใช้ไฟฟ้ามากขึ้นตามไปด้วยนั่นเองค่ะ

ดังนั้น ขนาดบีทียูแอร์จะต้องเหมาะสมกับขนาดของห้องที่จะทำความเย็น ห้องขนาดกว้างต้องใช้พลังงานทำความเย็นมากกว่าห้องที่เล็กด้วยบีทียูที่มากกว่า ผู้บริโภคมักคิดว่ายิ่งบีทียูสูง แอร์ก็มียิ่งมีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด ฉนั้น ‘การเลือกขนาดบีทียูที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ’ นะคะ

ถ้าบีทียูมากเกินไป

หากใช้แอร์ที่มี BTU มากกว่าขนาดห้อง ก็จะเป็นการซื้อแอร์ในราคาที่เกินความจำเป็นและเปลืองไฟโดยเปล่าประโยชน์ แอร์จะเปิดปิดเองตลอด ซึ่งจะทำให้เสียพลังงานไปเปล่าๆและทำให้ค่าไฟสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นแอร์จะไม่สามารถลดความชื้นในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้อากาศเป็นมลพิษได้ค่ะ

ถ้าบีทียูน้อยไป

หากใช้ BTU ที่น้อยกว่าขนาดห้อง ก็จะทำให้ใช้เวลานานกว่าปกติในการกระจายความเย็น และแอร์ต้องทำงานหนักกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะไม่มีประสิทธิภาพ มันจะใช้ไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้จ่ายค่าไฟสูง

เมื่อรู้จักความสำคัญของบีทียูซึ่งเป็นหัวใจหลักในการให้ความเย็นและบิลค่าไฟแล้ว คราวนี้มารู้จักชนิดของแอร์กันค่ะ

แอร์ติดผนัง wall-type air conditioners

แอร์ติดผนัง ดีไซน์กลมกลืนกับห้อง ราคาต่ำกว่าแอร์ประเภทอื่นแต่ก็ไม่เหมาะกับงานหนัก
แอร์มีอินเวอร์เตอร์เหมาะกับห้องที่เปิดใช้งานต่อเนื่อง และต้องการอุณหภูมิสม่ำเสมอ เช่น ห้องนอน, ห้องทำงาน, ราคาแอร์สูงกว่าแอร์ไม่มีอินเวอร์เตอร์ แต่จุดคุ้มค่าไฟในระยะยาวดีกว่า

จากประสบการณ์ของ Aircare บอกว่า แอร์ขนาดเล็กถึงปานกลางประเภทติดผนัง เป็นแอร์ที่แพร่หลายมากที่สุดในประเทศไทย มีตัวเลือกหลากหลาย แอร์ติดผนังส่วนมากมาพร้อมกับขนาดการทำความเย็น 9,000 บีทียู 12,000 บีทียู 18,000 บีทียูและ 24,000 บีทียู บางรุ่นมาพร้อมกับขนาดบีทียูที่มากกว่า แอร์ติดผนังใช้ระบบแยก ประกอบด้วย ยูนิตภายในติดผนัง และยูนิตภายนอก คือคอมเพรสเซอร์ ส่วนใหญ่ติดในทาวน์เฮ้าส์ อพาร์ทเม้นต์ หรือพื้นที่ในที่ทำงานเล็กๆ

ข้อดีของแอร์ติดผนัง 

  • ราคาต่ำหากเทียบกับแอร์ประเภทอื่นๆ
  • ขนาดการทำความเย็นที่หลากหลายให้เลือกกตั้งแต่บีทียูต่ำจนถึงปานกลาง (9,000 – 24,000 บีทียู)
  • ติดตั้งเร็วและง่าย

ข้อเสียของติดผนัง

  • ไม่เหมาะกับงานหนัก เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น เนื่องจากคอยล์เย็นมีขนาดเล็กส่งผลให้คอยล์สกปรก และอุดตันง่ายกว่าจึงต้องล้างบ่อยๆ
  • คอยล์เย็นกระจายลมเย็นได้น้อยกว่าแอร์ชนิดอื่น

แอร์ติดเพดาน

แอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ ไม่เปลืองพื้นที่
แอร์ติดเพดาน เรื่องความสวยงามหรูหรากินขาด ต้องการช่างที่ชำนาญงานในการบำรุงรักษา ไม่เหมาะกับห้องที่มีเพดานสูงกว่า 3.5 เมตร

แอร์ติดเพดานทำงานเหมือนกับแอร์ติดผนัง ต่างกันตรงที่ติดตั้งบนเพดาน มักจะถูกกว่าแอร์ติดผนังที่มีบีทียูเท่ากัน แนะนำว่าควรมีขนาด 24,000 บีทียูหรือมากกว่าค่ะ เพราะแอร์ติดเพดานเหมาะกับการให้ความเย็นในพื้นที่ใหญ่ หรือเพดานที่มีพื้นที่ไม่พอให้ติดแอร์ประเภทสี่ทิศทาง

ข้อดีของแอร์ติดเพดาน

  • กินพื้นที่เพดานเพียงอย่างเดียวและไม่ต้องการพื้นที่ภายในเพดาน
  • ขนาดทำความเย็นสูง ตามปกติมักเริ่มจากขนาด 24,000 บีทียู
  • เหมาะสำหรับห้องยาวๆหรือกว้างๆ

ข้อเสียของแอร์ติดเพดาน

  • ไม่มีรูปแบบให้เลือกมากนัก
  • มีเสียงดังกว่าแบบติดผนัง

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง (Cassette type)

แอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง เน้นความสวยงามโดยการซ่อน เหมาะกับห้องกว้างมากๆ
แอร์สี่ทิศทางเหมาะกับห้องทุกแบบ แต่เพดานไม่ควรสูงเกิน 5 เมตร และมีพื้นที่ในฝ้าเพดานไม่ต่ำกว่า 45 ซม.

เป็นแอร์ที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นตัวคอยล์เย็นน้อยที่สุด โดยทั่วไปแล้ว แอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมาะกับห้องกว้างมากๆ เช่น ห้องโถง ออฟฟิศ ร้านค้า ห้องน้ำ ถึงแม้ว่าแอร์แบบสี่ทิศทางจะเหมือนกับแบบติดผนัง แต่มีขนาดบีทียูที่มากกว่า จึงให้ความเย็นมากกว่า แต่ด้วยระบบฝังฝ้าเพดานจึงควรปรึกษาช่างแอร์ที่เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดจุดติดตั้ง

ข้อดีของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง
  • ประหยัดพื้นที่และไม่ก่อความเสียหาย
  • สามารถกระจายอากาศเย็นได้อย่างทั่วถึงไปรอบห้องใหญ่
  • มีขนาดการทำความเย็นที่ทรงพลัง (12,000 – 60,000 บีทียู)
  • ขณะทำงาน จะไม่มีเสียง

ข้อเสียของแอร์ติดเพดานแบบสี่ทิศทาง

  • ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง
  • ทำการบำรุงรักษายาก
  • มีปัญหาน้ำรั่วเนื่องจากปั๊มน้ำตัน

แอร์ตั้งพื้น

แอร์ตั้งพื้น แอร์ตู้สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ มีเสียงดัง
แอร์ตั้งพื้นติดตั้งเหมือนกันกับแอร์ติดผนัง แต่ตั้งพื้น ข้อเสียคือ จะเสียพื้นที่ใช้งานไปแค่นั้นเอง

เป็นแอร์ที่มีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง และมีกำลังลมที่แรง เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร

ข้อดีของแอร์ตั้งพื้น

  •  เหมาะสำหรับห้องกว้างๆ
  • ไม่ต้องติดตั้งกับผนังหรือเพดาน สามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด
  • มีขนาดการทำความเย็นมากถึง 150,000 บีทียู
  • ทำความเย็นได้เร็วเนื่องจากมีเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัดลมที่ใหญ่ ซึ่งให้กำลังลมที่แรงกว่า

ข้อเสียของแอร์ตั้งพื้น

  • เสียพื้นที่ใช้สอย
  • มีเสียงดัง

แอร์มุ้ง

แอร์มุ้งพกพาได้ ใช้ในอาคารและเป็นแอร์ภาคสนาม
แอร์มุ้งเหมาะกับห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรวางตำแหน่งด้านหลังของแอร์ให้ตรงกับหน้าต่าง เพื่อระบายลมร้อนออกนอกหน้าต่าง

แอร์ที่ให้ความเย็นใกล้เคียงกับแอร์บ้านทั่วไป เพียงแต่ให้ความเย็นเฉพาะที่จึงประหยัดไฟกว่า

โครงมุ้งสี่เหลี่ยม ยาวประมาณ 8 ฟุต ส่วนใหญ่เป็นผ้า ใช้สีอ่อนๆ เช่น ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน ขาว  และสามารถถอดเก็บและนำไประกอบใช้ที่อื่นได้ ตัวมุ้งจะมีผนังทึบสี่ด้าน แต่ด้านบนจะเป็นผ้าโปร่งเอาไว้ระบายอากาศร้อน

เพราะอากาศร้อนลอยตัวขึ้นด้านบนเสมอ และอากาศเย็นจะอยู่ต่ำกว่า ฉะนั้นอากาศเย็นจากแอร์ก็จะไม่ลอยออกไป แต่จะอยู่รอบๆตัวเรา ส่วนอากาศร้อนจะถูกถ่ายเทออกไปทางด้านบน

แอร์มุ้งเหมาะใช้ภายในอาคาร อพาร์ตเม้นต์ แฟลต บ้านไม้ กุฏิพระ งานภาคสนาม กองถ่ายทำภาพยนตร์ บริเวณสถานที่ก่อสร้าง แคมป์งาน เป็นต้น

ข้อดีของแอร์มุ้ง

  • ประหยัดไฟ เปิด 8 ชม.ต่อวัน ค่าไฟประมาณเดือนละ 300 บาท
  • สามารถแบ่งกั้นเป็นห้องๆ หนึ่งได้เลย จึงเหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่กว้างๆ ที่ไม่ต้องการให้เย็นทั้งห้อง
  • เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการมาอยู่ชั้นล่าง โดยไม่ต้องการทำห้องใหม่
  • เมื่อเราไม่ได้เปิดแอร์มุ้ง สามารถเปิดผ้ามุ้งได้เพื่อให้โปร่งโล่ง
  • ตัวแอร์มุ้งมีล้อ เคลื่อนย้ายได้
  • การดูแล ไม่ยุ่งยาก เพียงล้างฟิลเตอร์ เดือนละครั้ง

ข้อเสียของแอร์มุ้ง

  • ใช้เวลาประกอบมุ้งประมาณ 30-45 นาที
  • ขนาดมุ้ง กว้าง 200 x ยาว 220 x สูง 230 (cm.) เมื่อไม่ใช้แอร์มุ้งจะเกะกะห้อง
  • ต้องมีพื้นที่กว้างพอสำหรับติดตั้งมุ้ง

แอร์เคลื่อนที่ พกพาได้

แอร์เคลื่อนที่ ใช้กับพื้นที่เล็กๆ หรือพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้
การดูแลรักษาแอร์เคลื่อนที่ก็คล้ายกับแอร์บ้านทั่วไป แต่ต้องหมั่นเอาที่กรองอากาศและช่องใส่น้ำทิ้งออกมาทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง หรืออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อโรคสะสม

แอร์ชนิดนี้จะใช้ทำความเย็นชั่วคราวหรือใช้เพื่อพื้นที่ที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์ยูนิตภายนอกไม่ได้ แอร์แบบพกพาประกอบด้วยยูนิตเดียวเท่านั้นด้วยท่อที่แนบไป ท่อจะระบายอากาศร้อนออกทางหน้าต่างหรือประตูที่เปิดไว้ ปกติแล้วขนาดจะน้อยกว่า 15,000 บีทียู

ข้อดีของแอร์เคลื่อนที่

  • ขนาดกะทัดรัด
  • ไม่ต้องติดตั้ง
  • สามารถเข็นไปได้ใช้ได้ทุกพื้นที่

ข้อเสียของแอร์เคลื่อนที่

  • ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
  • มีประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำกว่าแอร์แบบอื่นๆ

เทคนิคใช้แอร์ไม่เปลืองไฟ

เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ
เทคนิคง่ายๆใช้แอร์ไม่เปลืองไฟคือการจัดการพื้นที่ที่ต้องการความเย็นให้พร้อม เช่น ล้อมพื้นที่ให้แอร์ไม่กระจาย ไม่สร้างความร้อนเพิ่ม และไม่ตั้งอุณหภูมิให้เย็นเกินความจำเป็น

ก่อนสุดท้าย แถมอีกหน่อย เทคนิคเปิดแอร์ยังไงให้เย็นสบาย ไม่เปลืองไฟ

หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนขณะที่เปิดแอร์

เพราะหน้าที่ของแอร์คือการทำให้อุณหภูมิในห้องนั้นลดลง และเย็นขึ้น ดังนั้นการมีความร้อนเกิดขึ้นภายในห้อง ก็จะยิ่งทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นและเปลืองไฟมากขึ้นนั่นเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ควรเปิดพร้อมกันกับการเปิดแอร์มากที่สุด เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น หม้อต้ม กระทะ เตาอบ

ตั้งอุณหภูมิที่ 25 องศาหรือสูงกว่าเล็กน้อย

อุณหภูมิที่ 25 องศาเป็นอุณหภูมิที่ช่วยประหยัดไฟได้มาก แต่การเพิ่มอุณหภูมิให้อยู่ที่ 26-27 องศาก็ยังสามารถทำให้อากาศในห้องเย็นสบาย และยังประหยัดไฟกว่าด้วย ที่มา: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

หลีกเลี่ยงใช้แอร์ในพื้นที่เปิด

หากจำเป็นต้องติดแอร์บริเวณห้องโถง ควรติดตั้งฉากกั้นระหว่างทางขึ้นบันได หรือทางเดินไปห้องต่างๆ ภายในบ้าน รวมถึงปิดหน้าต่างและผ้าม่านให้สนิท ก็จะช่วยประหยัดไฟได้ค่ะ

เปิดพัดลมไล่ความร้อนภายในห้องก่อนเปิดแอร์

การเปิดพัดลมระบายอากาศร้อนออกก่อนเปิดแอร์ จะช่วยทำให้อุณหภูมิภายในห้องเย็นขึ้น ช่วยลดการทำงานของแอร์ จึงช่วยประหยัดไฟ และยังช่วยทำให้ไม่ต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเลย

     ล้างแอร์ตามระยะเวลาช่วยประหยัดค่าไฟ

ถ้าเราล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้แอร์เย็นฉ่ำ กลิ่นอับหายไป อากาศในห้องก็จะสดชื่นขึ้น การทำงานของคอมเพรสเซอร์ คอยล์เย็นคอยล์ร้อนดีขึ้น ลดปัญหาแอร์สกปรก ทำให้ระบบทำงานได้สมบูรณ์และช่วยประหยัดไฟได้อีกด้วย
แล้วเมื่อไหร่ควรล้างแอร์ล่ะ
ทุกๆ 3-4เดือน หากห้องคุณมีฝุ่นเยอะ ใช้แอร์หนัก เปิดเกือบตลอดทั้งวัน
ทุกๆ 6 เดือน – เวลาที่เหมาะสมหากคุณเปิดแอร์วันละประมาณ 6-8 ชั่วโมง ควรเป็นมาตรฐานของทุกบ้าน เพื่อความสะอาดของแอร์ รวมไปถึงอากาศภายในห้องหรือบ้านของคุณด้วย
ทุก 1 ปี –หากคุณมองว่าใช้งานแอร์ไม่บ่อย ข้อนี้ไม่แนะนำ ทั้งในและนอกบ้านมีปริมาณฝุ่นเป็นจำนวนมาก ลดการอุดตันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็น ปัญหาน้ำยาแอร์รั่ว จนอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
รอจนกว่าแอร์จะไม่เย็น – อาจจะมีปริมาณฝุ่นเยอะมาก ลมออกไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่ดีต่อสุขภาพของคนในบ้าน

สรุป

ถึงตรงนี้คุณน่าจะ ‘มีคำตอบ’ ในใจแล้วว่าต้องการแอร์ชนิดไหนเพราะมีข้อดีข้อเสียของแอร์ทุกแบบ ใช้บีทียูประมาณเท่าไหร่ที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่สุด ลิฟวิ่งคลิกยังมี คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น คู่มือเลือกซื้อแอร์บ้านที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะไม่เฉพาะราคาเครื่องปรับอากาศที่ต้องควักเงินก้อนโตพอสมควร แต่ค่าไฟแอร์ที่ต้องจ่ายทุกเดือนก็ไม่เบากระเป๋าเลยเหมือนกันค่ะ จึงต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบให้คุ้มค่ากับความเย็นฉ่ำที่ได้มา

แนะนำแหล่งซื้อแอร์บ้านพร้อมติดตั้ง และดีลสุดคุ้ม

 

Posted on

คู่มือซื้อแอร์ 8ข้อคิดพิชิตความเย็น

คู่มือซื้อแอร์ 8 ข้อคิดพิชิตความเย็น

หาคู่มือซื้อแอร์ที่ดีที่สุดสำหรับคุณอยู่หรือเปล่า เครื่องปรับอากาศมีหลายแบบหลายรุ่น แล้วเลือกอย่างไรล่ะจึงตอบโจทย์ ‘แอร์ที่คู่ควร’ ที่จะถอยมาดับความร้อน เรามี 8 ข้อคิดพิชิตความเย็นมาเสนอ ทำตามแล้วเลือกไม่พลาดแน่นอน

1.เลือกประเภทเครื่องปรับอากาศจากการใช้งาน

เลือกประเภทของแอร์เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม แอร์แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน
กำหนดจุดใช้งานว่าเหมาะกับแอร์แบบติดตั้งหรือแอร์เคลื่อนที่

ปัจจัยเบื้องต้นที่ใช้พิจารณาเลือกซื้อแอร์คือ พื้นที่ที่ต้องการใช้งานว่าควรใช้เครื่องปรับอากาศประเภทใด เช่น ถ้าต้องการใช้ถาวรก็เลือกแอร์แบบติดตั้ง ใช้แอร์แบบเคลื่อนที่หากพื้นที่ไม่อำนวย หรือต้องการย้ายไปใช้ได้หลาย ๆที่

จากนั้นจึงเลือกขนาดบีทียูที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ห้อง เพื่อการคำนวณค่าไฟแอร์ที่ยอมรับได้ กำหนดจุดติดตั้งเพื่อเลือกประเภทของแอร์บ้าน เช่น แอร์ติดผนัง แอร์ติดเพดาน แอร์ตั้งพื้น แอร์เคลื่อนที่ แอร์มุ้ง เป็นต้น

แอร์แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกันนะคะ แนะนำให้อ่านเพิ่มที่ ข้อดีข้อเสียของแอร์บ้าน รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อ!

2.Inverter กับ Non-Inverter แอร์ แบบไหนดีกว่ากัน?

แอร์ระบบ Inverter กับ Non-Inverter แบบไหนดีกว่ากัน
ควรทำความเข้าใจข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ และแบบธรรมดาก่อนตัดสินใจ

หนึ่งในคำถามที่ถามบ่อยที่สุดของผู้บริโภคคือ ฉันควรจะเลือกเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ดีนะ?

สยามเจริญแอร์ บอกว่าเครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ (inverter) หรือแบบธรรมดา (fix speed, non-inverter) ต่างกันที่ “คอมเพรสเซอร์” ตัวที่ตั้งอยู่นอกอาคารค่ะ 

แอร์ระบบ inverter

มีการทำงานแบบแปรผันการควบคุมความเร็วของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ เช่น ตอนเปิดแอร์ใหม่ ๆ ห้องยังร้อนอยู่ มอเตอร์คอมเพรสเซอร์จะทำงานเต็มที่เพื่อให้ห้องเย็นเร็วที่สุด แล้วก็จะค่อย ๆ ลดการทำงานลงหรือหมุดช้าลงเมื่ออุณหภูมิห้องลดลง แต่ไม่ตัดการทำงาน แล้วจะหมุนเร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิห้องเพิ่มขึ้น จึงประหยัดไฟเพราะคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องเปิด-ปิดบ่อย ๆ

แอร์ระบบธรรมดา (fix speed, non-inverter)

มอเตอร์คอมเพรสเซอร์แอร์ จะทำงาน 2 แบบเท่านั้น คือ ทำงาน / ตัดการทำงาน แอร์ระบบธรรมดาจะทำงานจนกว่าอุณหภูมิห้องจะลดลงกว่าค่าที่ตั้งไว้ 2-4 องศา แล้วจึงตัดการทำงาน

เมื่อห้องกลับมาร้อนอีกครั้งคอมเพรสเซอร์แอร์ก็จะเริ่มการทำงานใหม่ คือต้องสตาร์ทเครื่องใหม่ทุกครั้งที่อุณหภูมิห้องสูงขึ้น จึงเกิดเสียงการตัดแอร์และเสียงเปิดแอร์เป็นระยะ ๆ

ACSIS Airconditioning Warehouse แจกแจงข้อดีข้อเสียของเครื่องปรับอากาศทั้งสองระบบว่า

ข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์

  • เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์รับประกันว่าประหยัดพลังงาน เพราะระบบปรับความเร็วผันแปรของคอมเพรสเซอร์ คือมอเตอร์จะปรับการทำงานให้หมุนช้า-เร็วเพื่อรักษาอุณหภูมิห้องตามที่ตั้งไว้ ซึ่งจะทำให้ระบบประหยัดพลังงานมากขึ้น
  • เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์เงียบกว่า เมื่อเปิดเครื่อง ตัวควบคุมอุณหภูมิจะควบคุมการทำงานโดยใช้อุณหภูมิห้องเป็นแนวทาง แทนที่จะเปิดหรือปิดตัวเองกะทันหัน จึงไม่มีเสียงหึ่ง ๆ เมื่อสตาร์ทและหยุด
  • เครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์คือการลงทุนที่ดี ใช่ มีราคาแพงกว่า แต่มีความทนทาน ยืดหยุ่น และใช้งานได้ดีกว่า ประหยัดพลังงาน ใช้งานได้หลายปี
  • ระบายความร้อนได้เร็วขึ้น เนื่องจากสามารถทำงานได้ตามความจุที่กำหนด ห้องจึงเย็นเร็วขึ้น
  • ระบบอินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟฟ้าได้ตั้งแต่ 30% ถึง 50% เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์
  • ใช้พลังงานน้อยลง ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีในระบบปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ช่วยให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง

แม้ว่าข้อดีจะมีมาก แต่ระบบอินเวอร์เตอร์ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ มันมาพร้อมกับข้อบกพร่องบางประการเช่นกัน

  • เป็นเครื่องปรับอากาศราคาแพง เหตุผลคือ การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า อะไหล่ราคาสูงกว่าแอร์ธรรมดา
  • เป็นระบบเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ต้องใช้ช่างมืออาชีพที่มีความชำนาญระบบอินเวอร์เตอร์ติดตั้งแอร์ และบำรุงรักษาตามอายุใช้งาน

คุณจึงควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบ เพื่อดูว่าเครื่องปรับอากาศอินเวอร์เตอร์เหมาะกับความต้องการ งบประมาณ และแบบแปลนบ้านของคุณหรือไม่

ข้อดีและข้อเสียของเครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์

  •  แอร์ประเภทนี้ราคาถูกกว่า! ซึ่งเป็นเหตุผลที่น่าพิจารณา
  • เหมาะสำหรับห้องที่ไม่ต้องเปิดแอร์ยาวนาน หรือห้องที่มีการเข้า-ออกบ่อย ๆ ไม่สนใจเรื่องเสียงเปิด-ปิดแอร์

แอร์ที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ก็มีข้อเสียบางประการเช่นกัน

  • เสียงรบกวน จากการเปิดและปิดทุกครั้งที่ถึงระดับอุณหภูมิที่ตั้งไว้ บางคนรำคาญเสียง โดยเฉพาะผู้ที่พยายามจะนอนตอนกลางคืนหรือกำลังทำงาน
  • อายุการใช้งานสั้นกว่า เนื่องจากการเปิด-ปิดอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการสึกหรอมาก ประสิทธิภาพการทำงานจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้พลังงานสูงกว่า การใช้เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์อย่างต่อเนื่องหรือทุกวัน จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • เสริมวิธีประหยัดไฟ เรียนรู้เทคนิคใช้แอร์ไม่เปลืองไฟ ว่าคุณจะประหยัดเงินได้อย่างไรเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ (ที่จริงแอร์อินเวอร์เตอร์ก็ควรใช้เทคนิคนี้ด้วยเหมือนกันนะ)

มันจึงอยู่ที่ว่า หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น สองสามชั่วโมงต่อวัน เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช่อินเวอร์เตอร์อาจเหมาะกับความต้องการของคุณ

หากคุณต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเวลานาน หรือใช้ในห้องขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

3.นวัตกรรมกับเครื่องปรับอากาศ

เทคโนโลยีแอร์เพื่ออากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และคนกลัวฝุ่น
เครื่องปรับอากาศไม่เพียงให้ความเย็นแต่ยังมีนวัตกรรมใหม่ ๆทั้งเพื่ออากาศสะอาดและความสะดวกสบาย

อันตรายจากฝุ่น PM (Particulate matter) 2.5 ทำให้คนไทยต้องหันมาใช้แมสก์กรองฝุ่นกันอย่างกว้างขวาง (โควิดระบาดคนไทยก็คุ้นกับการใส่แมสก์พอดี ฮา!) ทำให้ตลาดเครื่องฟอกอากาศเติบโตคึกคักเป็นเท่าตัว

ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศหลายยี่ห้อจึงนำเทคโนโลยีเพื่ออากาศสะอาดสำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้และคนกลัวฝุ่น มาเพิ่มคุณสมบัติให้แอร์ของตน เพื่อขอแบ่งเค้กในตลาดบ้าง

เทคโนโลยีแอร์กำจัดฝุ่น กรองอากาศกับฟอกอากาศต่างกันอย่างไร?

“การกรองอากาศ” จะใช้เรียกการดักจับฝุ่นละอองประเภทที่ฝุ่นลอยเข้ามาติดแผ่นกรองอากาศ
“การฟอกอากาศ” จะใช้เรียกการกำจัดฝุ่นละอองด้วยการการปล่อยประจุไฟฟ้าออกมา

  • การกรองอากาศด้วยแผ่นกรอง (ฟิลเตอร์)

เครื่องปรับอากาศโดยส่วนใหญ่จะมีแผ่นกรองอากาศมาด้วยในตัวเครื่อง ทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้าไปถึงคอยล์เย็นได้ ข้อจำกัดของแผ่นกรองอากาศคือมีอายุการใช้งานที่จำกัด ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองตามอายุการใช้งาน

  • ระบบฟอกอากาศด้วยการปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer)

ระบบฟอกอากาศจะอยู่ในเครื่องปรับอากาศเฉพาะรุ่น ไม่ได้มีอยู่ในเครื่องปรับอากาศทุกตัว เรียกได้ว่าเป็นฟังก์ชั่นเสริมที่เราต้องเลือกให้ดีก่อนที่จะซื้อเครื่องปรับอากาศ

โฮมกูรูพูดถึงระบบฟอกอากาศที่น่าสนใจคือระบบฟอกอากาศด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้าประจุลบ (Negative Ion) ออกมาจากตัวเครื่องเพื่อให้ไปเกาะกับฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กมาก ไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจายในอากาศ

และยังลดสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ลอยอยู่ในอากาศด้วยการสร้างโอโซน O-Zone (O3) ประจุลบในปริมาณที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

นวัตกรรมแอร์ฆ่าเชื้อโรค

นอกจากการดักจับฝุ่นที่ได้กล่าวไป 2 แบบแล้วยังมีฟังก์ชั่นยิบย่อยของเครื่องปรับอากาศต่างๆ ในแต่ละยี่ห้อ เป็นเทคโนโลยีในการช่วยลดการสะสมฝุ่นละออง เชื้อรา หรือแบคทีเรียที่จะเข้ามาในฝังในเครื่องปรับอากาศ ผู้บริโภคอย่างเราไปเลือกกันเองได้เลยตามใจชอบ ตามกำลังงบประมาณได้เลยค่ะ

  • เครื่องปรับอากาศ Haier UV Cool – นวัตกรรมฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV-C
  • ซัยโจเดนกิ ผุด “นวัตกรรมแอร์” แก้ปัญหา “โควิดฯ+ฝุ่นจิ๋ว” ด้วยโอโซน
  • X-IONIZER นวัตกรรมฟอกอากาศลดฝุ่น PM 5 ในบ้าน
  • nanoe™X ช่วยยับยั้งโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ Panasonic

แล้วเครื่องฟอกอากาศยังจำเป็นอยู่ไหม?

หน้าที่หลักของเครื่องปรับอากาศคือ ปรับอากาศให้เย็นสบาย ส่วนการกรอง หรือการฟอกอากาศจะเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า ขณะที่เครื่องฟอกอากาศมีหน้าที่หลักคือ การฟอกอากาศ

หากคุณมีงบประมาณจำกัดก็เลือกเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีฟังก์ชั่นช่วยฟอกฝุ่นไปด้วยเลย หรือหากมีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้วก็ให้ซื้อเป็นเครื่องฟอกอากาศเสริมเข้าไปค่ะ

แอร์อัจฉริยะ (IoT – Internet of Things) เครื่องปรับอากาศอัจฉริยะคืออะไร?

IoT - Internet of Things smart home device
แอร์อัจฉริยะมีอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT – Internet of Thing) เชื่อมต่อ Wi-Fi ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home อื่น ๆได้

elexexplorer.com อธิบายว่า แอร์อัจฉริยะคือเครื่องปรับอากาศที่มีอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT – Internet of Thing) เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home อื่น ๆได้ เช่น Amazon Alexa หรือ Google Home อุปกรณ์ IoT ในเครื่องปรับอากาศมี 3 วงจรคือ

  • เซนเซอร์ ตัวตรวจจับความร้อน และการเคลื่อนไหว โดยที่จะเริ่มทำงานโดยไม่ต้องถูกควบคุมด้วยรีโมท ประกอบด้วย เซนเซอร์อุณหภูมิ, เซนเซอร์ความชื้น, เซนเซอร์อินฟาเรด, กล้อง
  • การเชื่อมต่อไร้สาย ด้วยแอพลิชั่นที่ถูกพัฒนาขึ้นมามากมายให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เช่น บลูทูธ, Zigbee, LoRa, Wi-Fi
  • การจัดการพลังงาน โหมดการทำงาน Auto Save ปรับให้มีความเย็นน้อยลงเมื่อไม่มีคนอยู่ ขณะใช้อุปกรณ์ IoT จะต้องมีค่าเผื่อซีโร่เดย์ โดยการสำรองแบตเตอรี่ เพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยมนั่นเอง

craigavonactivity.org ได้ยกตัวอย่างแอร์อัจฉริยะของแต่ละค่ายดังนี้       

” Mitsubishi Electric Mr Slim รุ่น XT Series ” เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างแท้จริง เป็นนวัตกรรมใหม่ของเครื่องปรับอากาศเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่มากับระบบการทำงานอันชาญฉลาด อุปกรณ์ เปิด-ปิดแอร์ผ่านมือถือ

พร้อมอัตราของการ ประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยม และด้วยรูปลักษณ์ ของการออกแบบภายนอก ที่เรียบหรูดูดี สีขาวสะอาดตา น่าใช้งานเป็นอย่างมาก

haier ที่มาพร้อมกับ ” ดวงตาอัจฉริยะ “ หรือที่เรียกว่า ECO-EYE Sensor ทำหน้าที่ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่เกิดขึ้นภายในห้อง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ได้ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยบริษัท MITSUBISHI ELECTRIC

ทันทีที่เรากดปุ่ม Eco Eye ที่รีโมท หรือที่อุปกรณ์ควบคุมแอร์ด้วยสมาร์ทโฟน ระบบดวงตาก็จะเริ่มทำงานตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในห้อง หากระบบตรวจไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ได้ภายใน 20 นาที เครื่องก็จะสู่โหมดการทำงาน Auto Save โดยเครื่องจะทำการปรับให้มีความเย็นน้อยลง เพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยมนั่นเอง

ในอนาคตจะมีนวัตกรรมใหม่ ๆเกี่ยวกับเครื่องปรับอากาศแน่นอน หลักในการเลือกง่าย ๆก็คือ พิจารณาว่าคุณต้องการใช้งานนวัตกรรมเหล่านั้นจริง ๆหรือไม่ มีผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหานั้นได้โดยตรงและมีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือไม่ แล้วค่อยชั่งใจดูอีกทีนะคะ

4.ค่าไฟแอร์ คำนวณงบประมาณที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน

ขอต้อนรับเข้าสู่วิชาคณิตศาสตร์! มาฝึกคำนวณค่าไฟจากการเปิดแอร์ว่าเราต้องจ่ายค่าไฟในการเปิดแอร์เดือนละกี่บาทกันเถอะ เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ อาจมีคลาดเคลื่อนเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การเลือกอุณหภูมิ, การเลือกโหมด, การรั่วไหลของอากาศ, จำนวนคน เป็นต้น

ANSWER TH แชร์สูตรคำนวนค่าไฟจากแอร์หรือเครื่องปรับอากาศดังนี้
สมการหาค่าไฟต่อเดือน = (จำนวนวัตต์ x จำนวนชั่วโมงที่ใช้จริง x ค่าไฟต่อหน่วย x 30 วัน) / 1000
ตัวอย่างการคำนวณด้วยแอร์ในห้องทำงาน ขนาด 12,000 BTU จำนวนวัตต์อยู่ที่ 1,130 Watt เปิดใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยอัตราค่าไฟ หน่วยละ 4.2 บาท จะได้ออกมาดังนี้
(1,130 x 8 x 4.2 x 30)/1,000 = 1,139 บาท/เดือน
** คำตอบที่ได้จากการคำนวณจะเป็นตัวเลขของค่าใช้จ่ายสูงสุดของค่าไฟจากการทำงานของเครื่องปรับอากาศ เพราะแอร์จะไม่ได้ทำงานเต็มกำลังวัตต์ตลอดเวลา และขึ้นอยู่กับปัจจัยการตั้งค่าอื่น ๆอีกด้วย

5.แอร์เขารับประกันตรงไหน

StcAir แชร์ประสบการณ์ของร้าน “เราพบว่าใน 100 เคสของงานซ่อมแอร์ จะมีอยู่แค่ 2 – 3 เคสเท่านั้นที่อาการเสียเกิดจากคอมเพรสเซอร์แอร์ ที่เหลือเกิดจากส่วนอื่น ๆ โดยเฉพาะจากอุปกรณ์ในคอยล์เย็นของแอร์

มีประกันก็ดี สร้างความอุ่นใจ ควรใช้หลาย ๆ ปัจจัยประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อแอร์ ส่วนใหญ่ใช้แอร์ 7 ปีก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศใหม่อาจคุ้มค่ากว่า

6.มาตรฐานประหยัดไฟ ฉลากเบอร์ 5

ค่า SEER มาตรฐานประหยัดไฟบนฉลากเบอร์ 5
อ่านค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 ความเหมือนที่แตกต่าง

ฉลากเบอร์ 5 เหมือนกัน แต่ประหยัดไฟต่างกัน เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ ความแตกต่างของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ห้ากลายเป็นมาตรฐานเริ่มต้นไปแล้ว มันแสดงว่ายี่ห้อนี้ รุ่นนี้ ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับเบอร์นี้
• ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ติดดาว ยิ่งดาวเยอะยิ่งดี ตรวจสอบให้ดีว่ามีใส่ * ดอกจันทร์เป็นข้อแม้ห้อยท้ายด้วยหรือเปล่า อาจจะเจอข้อความประมาณว่า สำหรับแอร์ขนาด…บีทียู เท่านั้น เป็นต้น
• ค่าประสิทธิภาพ SEER บนฉลากบอกประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของแอร์ ยิ่งสูงยิ่งดี
• เกณฑ์ค่า SEER ฉลากประหยัดเบอร์ 5 แบบใหม่ มีดาว

ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 12.85 – 13.84 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.85 – 14.84 = ★
ค่า SEER 14.85 – 15.84 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.85 = ★★★

ระบบธรรมดา (Fix Speed) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 12.40 – 13.39 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 13.40 – 14.39 = ★
ค่า SEER 14.40 – 15.39 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า15.40 = ★★★

ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น น้อยกว่า 27,000 BTU
ค่า SEER 15.00 – 17.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 17.50 – 19.99 = ★
ค่า SEER 20.00 – 22.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 22.50 = ★★★

ระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่มีขนาดทำความเย็น 27,000 – 41,000 BTU
ค่า SEER 14.00 – 16.49 = ไม่ได้ดาว
ค่า SEER 16.50 – 18.99 = ★
ค่า SEER 19.00 – 21.49 = ★★
ค่า SEER เท่ากับหรือมากกว่า 21.50 = ★★★
ขอบคุณที่มา energynewscenter.com

7.ซื้อที่ไหนดี ซื้อแอร์ในห้างหรือนอกห้างดีกว่ากัน

คำถามที่ถามบ่อย “ซื้อแอร์ที่ไหนถูกสุด” ซื้อแอร์ที่ไหนได้ดีลดี เราอยากให้พิจารณาบริการหลังการขายเป็นหลักน่าจะดีกว่า เช่น บริการติดตั้ง บริการดูแลรักษา การประกัน สั่งแอร์ออนไลน์มาส่งพร้อมติดตั้ง เป็นต้น

ราคาอาจต่างกันเล็กน้อย ไม่ว่าจะในห้างหรือนอกห้างตัวแอร์มาจากโรงงานผู้ผลิตเดียวกัน!

8.ซื้อแอร์มือสองดีไหม ประหยัดกว่าจริงหรือเปล่า

ซื้อแอร์มือสองดีไหม
ข้อแนะนำเลือกใช้แอร์มือสอง สำหรับผู้ต้องการความเย็นแบบประหยัด

แอร์มือสองอาจไม่ใหม่ แต่ทำความเย็นได้ เหมาะสำหรับผู้ต้องการความเย็นแบบประหยัด ข้อแนะนำจาก KodangAir “แอร์มือสอง ถ้าไม่ใช่แอร์ขนาดใหญ่ ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวง มีเชื้อโรคอยู่ในเครื่องมือสอง”

ข้อแนะนำเลือกใช้แอร์มือสอง

  • สำหรับห้องกว้างที่ต้องการติดแอร์มือสองขนาดใหญ่ ถ้าไม่ได้เปิดทุกวันก็พอได้ ไม่แนะนำติดห้องที่เปิดบ่อยๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ทางที่ดี จำกัดขนาดห้องให้เล็ก ติดแอร์ใหม่เฉพาะส่วนจะดีกว่า ปลอดเชื้อโรคและประหยัดไฟกว่า
  • แอร์มือสองสภาพ 70 % คือ ผ่านการใช้งานปกติ ไม่มีประวัติเสีย/เปลี่ยนอะไหล่ รีโมทตรงรุ่น สภาพโดยรวมของเครื่องจะต้องไม่มีการแตก หัก ของชิ้นส่วนหลัก (หากมีสภาพจะอยู่ที่ 50%) และขณะทดสอบแรงอัดต้องกินแอมป์ไม่สูง ถ้ากินกระแสสูงแสดงว่าขดลวดใกล้เสีย
  • แอร์มือสองสภาพ 50% ราคาจะขายกันตามสภาพ (ส่วนใหญ่จะไม่มีประกัน) BTU สูงๆ แนะนำให้ใช้แอร์มียี่ห้อเช่น Carrier TRANE Central-Air เพราะbody ค่อนข้างแข็งแรง มีอะไหล่ให้เปลี่ยนมากมาย
  • การซื้อแอร์มือสองโดยส่วนใหญ่ไม่มีการทดลองใช้งานจริง จึงควรเลือกซื้อกับร้านที่ไว้ใจได้
  • ต้องมีการรับประกันการใช้งานอย่างต่ำ 3 – 6 เดือน หากไม่มีประกันไม่แนะนำให้ซื้อ

สรุปกันเลย

หลังจากที่คุณพิจารณาข้อมูลอันยืดยาวทั้ง 8ข้อแล้ว มีอีก 1 ข้อที่เป็นคำถามยอดฮิตคือ ซื้อแอร์ยี่ห้อไหนดี? สูตรง่าย ๆ คือแอร์ยี่ห้อไหนที่ตอบโจทย์ ความเหมาะสม = คุณสมบัติ + ความต้องการ + ราคา นั่นคือแอร์ที่คุณควรเลือก
แล้วซื้อแอร์ตอนไหนถูกล่ะ คำตอบคือหน้าหนาว เป็นช่วง low season ของเครื่องปรับอากาศ และช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่น ดังนั้นถ้ารู้ว่าต้องซื้อแอร์แน่ๆ ก็วางแผนซื้อกันตั้งแต่เนิ่น ๆนะคะ

แนะนำแหล่งซื้อแอร์บ้านพร้อมติดตั้ง และดีลสุดคุ้ม

คลิกผ่าน LivingClick รับทั้งแต้มรับทั้งโปร

 

 

Posted on

เทคนิคสวยเปล่งปลั่งเรืองรอง ทำได้เอง

เทคนิคสวยเปล่งปลั่งเรืองรอง (Lisa)

นี่คือเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณดูสวยเรืองรองได้ทุกสถานการณ์

เติมไฮไลต์สีเรืองรอง คุณอาจใช้บรอนเซอร์หรือผลิตภัณฑ์ทำไฮไลต์ชนิดลิควิดก็ได้ โดยละเลงแต้มลงบนโหนกแก้ม โหนกคิ้ว หรือแม้แต่รอยหยักบนริมฝีปาก เพื่อช่วยให้ใบหน้าดูสว่างไสวขึ้น

ผสมรองพื้น เทคนิค ในการตบตาให้ผิวหน้าดูเนียนใสคือ ผสมมอยส์เจอไรเซอร์เข้ากับครีมรองพื้น วิธีนี้นอกจากจะช่วยให้หน้าดูเปล่งปลั่งขึ้นแล้ว ผิวก็ยังชุ่มชื้นขึ้นด้วย

อายแชโดว์วิบวับ วิธีนี้เหมาะมากเวลาที่คุณไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหน เติมความแวววับเข้าไปในลุคของคุณด้วยอายแชโดว์สีเรืองรอง คุณอาจใช้สีเส้นสดใสหรือสีเรียบ ๆ ก็ได้

บลัชออนเนื้อครีม เก็บบลัชออนเนื้อแป้งไว้ใช้วันอื่นเถอะ เพราะบลัชออนเนื้อครีมจะช่วยเติมสีสันที่ดูสดใส แถมยังดูเปล่งปลั่งเรืองรองได้ดีกว่า โดยใช้นิ้วแตะเติมแล้วเกลี่ยให้กลืนหายไปกับสีผิว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือLisa Vol.13 No.50 26 ธันวาคม 2555

Posted on

ปัสสาวะเรื่องเล็กๆ ที่ควรใส่ใจ

เรื่องของปัสสาวะ
กฎ 14 ข้อที่ทุกคนต้องรู้ “คุณปัสสาวะเป็นและถูกต้องหรือไม่”

 

 

 

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ

2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อน เบ่งมากจนอาจจะเป็นสาเหตุทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้

3. ควรถ่ายปัสสาวะ ให้เหลือน้อยที่สุดใน 1 ครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้ว ให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา

4. ไม่ควรบังคับให้ตัวเองถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ เพราะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมควรถ่ายปัสสาวะ หนึ่งครั้งทุก 2-4 ชั่วโมง

5. ให้สังเกต การถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่าต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ดูว่าน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ หรือออกมาเป็นหยดๆ ออกลำบาก น้ำปัสสาวะมีสีเหลือง ใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้

6. การล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ อย่าให้บริเวณนั้นเปียกแฉะ ชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้งต้องซับให้แห้ง

7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเองเพราะอาจเกิดอันตรายได้

8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกราน โดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด)

9. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว (แก้วละ 250 ซีซี) จะช่วยทำให้น้ำปัสสาวะใสมีจำนวนพอดี และป้องกันภาวะอักเสบ

10. การมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้งจะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

11. น้ำปัสสาวะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์

12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่อง ไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติต้องไปพบแพทย์

13. คนเราต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน

14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.facebook.com/daikid.dhamma4u

 

สนับสนุนโดย ร้านกรีนเฮิร์บ @ livingclick.com 089 – 979 – 9902

ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และ สุขภาพของผู้หญิงยุคใหม่

คลิกเลยจร๊ะ

www.livingclick.com/CL

 

 

 

 

 

 

 

 

Posted on

5 เคล็ดลับหน้าเด็ก แบบไม่เพิ่งแอพลวงโลก

ทำงาน เครียด (สเต็ปต่อมาหน้าแก่ ไกลเกินเพื่อนสาว) โอ๊ยๆๆ นี่มันคืออะไร มันคือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องทำเป็นประจำทุกวัน แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้สินะ

เรื่องทำงานแล้วเจอปัญหาเครียดๆ พอทนได้ แต่เรื่องหน้าแก่ จุดนี้สิ ที่สีจะไม่ทนอีกต่อไป

นับวันอายุของเรายิ่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่รีรอ หากหนังหน้าไม่แซงตัวเลขของอายุทิชชี่จะไม่โวยวายเลย แต่เมื่อมีเรื่องราวต่างๆ มารุมเร้า ทำให้ก่อความเครียดเป็นก้อนใหญ่ๆ แล้วกระจายออกมาตามใบหน้า ทำให้ใบหน้าที่เคยละอ่อน ดุจดังเด็กสาวแรกรุ่นต้องมลายหายไป หรือเรียกง่ายๆ ตามภาษาชาวๆ ว่า “หน้าแก่” จนต้องใช้แอพแต่งรูปลวงโลกเข้าช่วย แต่พอเจอหน้าที่แท้จริงเป็นต้องร้องอร๊ากกกก ถ้าคุณเจอปัญหานั้นเช่นกัน รีบตามมาเลยค่ะ

จะพาคุณสาวๆ หนุ่มๆ ไปดูเคล็ดลับง่ายๆ ทำได้จริง เพื่อปกป้องผิวหน้าของคุณให้เด็ก อ่อนเยาว์อยู่เสมอไปพร้อมกันค่ะ
5 เคล็ดลับหน้าเด็ก แบบไม่เพิ่งแอพลวงโลก

1 พักผ่อนให้เพียงพอ
ข้อนี้ง่ายๆ แต่เชื่อว่าหลายคนไม่สามารถทำได้ เพราะติดงาน ติดมือถือ ติดแฟน หรือสารพัดจะติด จนทำให้เวลานอนน้อยลงแบบไม่รู้ตัว ลองปรับนาฬิกาชีวิตซะใหม่ เมื่อถึงเวลานอนก็เลิกติดทุกอย่างซะ แล้วหลับตา พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนเต็มที่ช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวได้ รับรองว่าหน้าของคุณจะเด้งขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวค่ะ

2 ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
อากาศหนาวๆ แบบนี้ หลายคนคงจะร้องยี้ เมื่อถูกน้ำเย็น แต่คุณรู้หรือไม่คะว่า นำเย็นนี่แหละเป็นตัวช่วยชั้นดี ลดการบวมของใบหน้าในตอนตื่นนอน ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น พร้อมทำสิ่งอื่นต่อไปอย่างกระปรี้ กระเปร่า เป็นเคล็ดลับที่สาวๆ เกาหลีและญี่ปุ่นใช้เป็นประจำ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม ผิวพวกนางถึงดีเวอร์ๆ

3 แต่งหน้าช่วยได้
บอกเลยข้อนี้สำหรับสาวๆ เท่านั้นนะคะ สำหรับสาวๆ ที่ความเครียดทำให้คุณไม่มีอารมณ์ทำสิ่งใดๆ ลองหยิบเครื่องสำอางขึ้นมาเติมสีสันให้ชีวิต เป็นการบำบัดได้ดีเลยล่ะค่ะ จากสาวที่ดูหน้าแก่ โทรม ป้า เพียงแต่งหน้า คุณจะกลายร่างเป็นนางฟ้าหน้าสวยในทันที อ่อลืมบอกไป การแต่งหน้า ควรแต่งแบบบางเบา ดูเป็นธรรมชาติ จะดีที่สุดนะคะ เมื่อคุณมองตัวเองในกระจกแล้วหน้าสวยปิ๊ง คุณก็จะมีความสุข จึงเป็นการชะลอความแก่ของใบหน้าได้ค่ะ

4 เรื่องอาหารสำคัญ
อีกเรื่องที่คุณรู้ดีกันอยู่แล้วแต่มักทำไม่ค่อยได้คือ การรับประทานอาหารเช้าทุกวัน ลดอาหารประเภททอดและไขมัน กินผักผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุสูง ลองหันมาทำเรื่องง่ายๆ พวกนี้ให้ได้ ผิวพรรณของคุณก็จะสดใสเปล่งปลั่ง ทำให้หน้าไม่แก่ก่อนวัยแล้วค่ะ

5 ดื่มน้ำอย่าให้ขาด
เป็นอีกเรื่องที่ง่ายมากๆ แต่ขาดการทำตามกัน ลองหาขวดน้ำติดตัว หรือวางไว้บนโต๊ะทำงาน นึกขึ้นได้ หยิบจิบดื่มสม่ำเสมอ น้ำจะเข้าไปช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นอีกด้วยนะคะ
5 ข้อง่ายๆ ข้างต้นนี้ บอกเลย หากทำอย่างสม่ำเสมอ ผิวหน้าของคุณก็จะเด็ก ละอ่อน ไม่ถูกเรียกว่าหน้าแก่ก่อนวัยแล้วค่ะ

 

ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.istockphoto.com/

ที่มา http://women.sanook.com/32533/

Posted on

อยากยิ้มสวย กินนี่สิช่วยได้

แน่นอนล่ะว่า รอยยิ้มของผู้หญิงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนพบเห็น ดังนั้นเราจะต้องมีวิธีดูแลฟันของเราให้สวยขาวแข็งแรง พร้อมที่จะฉีกยิ้มอันสดใส ให้กับคนอื่นได้หลงใหลกัน ว่าแต่ต้องกินอะไร…มาดูกันเลยค่ะ

เลือกมื้อที่จะกินคาร์โบไฮเดรต

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต อย่าง แป้ง ข้าว ขนมปัง มักจะติดอยู่ในช่องระหว่างรากฟันหรือบริเวณเหงือก จากนั้นแป้งจะแตกตัวกลายเป็นน้ำตาล มีแบคทีเรียก ทำให้เกิดคราบและอาจเกิดโรคเหงือกได้ รวมไปถึงทำให้เกิฟันผุ ดังนั้นสำหรับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตควรกินในมื้ออาหารใหญ่ๆ อย่าง เช้า กลางวัน เย็น เท่านั้น หลีกเลี่ยงที่จะทานในระหว่างมื้อ เพราะในมื้ออาหารหลัก เราจะหลั่งน้ำลายออกมามาก เศษอาหารจึงถูกชะล้างไปโดยง่ายดาย นั่นเองค่ะ

ควรดื่มชาเป็นประจำ

ไม่ว่าจะเป็นชาดำหรือชาเขียว จะมีสารโพลีเฟอนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชที่ช่วยป้องกันไม่ให้คราบหินปูนมาเกาะที่ฟัน จึงช่วยลดโอกาสเกิดฟันผุหรือโรคเหงือก นอกจากนี้ มันยังมีสามารถลดกลิ่นปากด้วยคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่น แถมชาส่วนใหญ่ยังมีฟลูออไรด์ที่ได้มาจากใบชา จึงมีประโยชน์ปกป้องเคลือบฟันด้วย

กินวิตามีนซีเพียงพอ

วิตามซีเปรียบเสมือนปูนที่เชื่อมเซลล์ต่างๆ เข้าด้วยกัน มันจำเป็นต่อผิวเช่นเดียวกับเนื้อเยื่อของเหงือก โดยคนที่กินวิตามินซีน้อยกว่า 60 มิลลิกรัมต่อวัน จะมีโอกาสเป็นโรคเหงือกสูงกว่าคนที่กิน 180 มิลลิกรัมหรือมากกว่า ถึง 25% ดังนั้นวิตามินซี เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยดูแลฟันให้แข็งแรง

แค่ 3 วิธีง่ายๆ แค่นี้ รับรองค่ะ ว่าฟันคุณจะสวยสดใส แข็งแรง พร้อมที่จะยิ้มแฉ่งแจกความสดใสแน่นอน ^^

เนื้อหาโดย นิตยสาร Woman Plus

woman-plus
Posted on

เรื่องเล็บ…เรื่องเล็ก

หลายคนมีปัญหากับการทาเล็บ เรียกได้ว่าอยากสวยต้องยอมเสียเงินเข้าร้านทำเล็บแพงๆ ไม่กล้าที่จะแต่งเล็บทาเล็บด้วยตัวเอง แต่อันที่จริงแล้ว การทาเล็บเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว . .. เพียงแค่ต้องมีเทคนิคการทาเล็บสักเล็กน้อยค่ะ จะง่ายแค่ไหน มาดูกันเลยยยยย !!!

เทคนิคการทาเล็บ

– บีบน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูลงในอ่างน้ำ ทิ้งไว้สักพัก แล้วนำมือลงไปแช่ จะช่วยให้เล็บอ่อนนุ่มขึ้น
– ใช้น้ำยารองพื้นทาเล็บในชั้นแรก เพื่อเป็นการดูแลเล็บขั้นต้น เพราะหากเราทาเล็บสีจัด จะทำให้เล็บเหลืองได้
– การลงสีทาเล็บ ไม่ควรป้ายเกิน 3 ครั้ง เพราะสีจะจับเป็นก้อนไม่เรียบเสมอกัน และอย่าลงสีเล็บเกิน 2 ชั้นเพราะจะดูหนาจนเกินไป
– หลังจากลงสีทาเล็บเรียบร้อยแล้ว ควรปิดท้ายด้วยการทาน้ำยาเคลือบเล็บ เพราะจะช่วยเพิ่ม ความเงางาม วิบวับให้กับเล็บ และยังป้องกันสีเล็บจางจากแสงแดดได้

Tips

การเก็บน้ำยาทาเล็บที่ดี ให้อยู่กับเราได้นานๆ จะต้องปิดฝาให้สนิท และเก็บไว้ในที่เย็น ห่างไกลแสงแดด อย่างเช่น ช่องเล็กในตู้เย็น การเลือกยาทาเล็บ ควรดู ส่วนผสมด้วย นั่นคือ ยาทาเล็บที่ดีไม่ควรมีแอลกอฮอล์ เพราะว่าแอลกอฮอล์จะเป็นตัว ทำให้ผิวเล็บแห้ง และเปราะง่าย

 

การเลือกสียาทาเล็บให้เหมาะกับสีผิว

สาวผิวขาวอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมส้ม สีน้ำตาลทองสว่าง หรือสีสดๆ
สาวผิวขาวอมชมพู : เหมาะกับยาทาเล็บสีชมพูอมน้ำตาล สีชมพูอมม่วง หรือสีโทนเย็น
สาวผิวคล้ำอมเหลือง : เหมาะกับยาทาเล็บสีน้ำตาลทองเข้ม สีแดงสดหรือสีทอง
สาวผิวคล้ำหรือดำแดง : เหมาะกับยาทาเล็บสีแดงเข้ม สีชมพู

 

เนื้อหาโดย นิตยสาร Woman Plus

woman-plus